บริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายแห่งมีคนงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาตทำงานอยู่ในไซต์งาน ค่าแรงจ่ายจริงทุกวัน แต่พอถึงเวลาปิดงบ คำถามที่ฝ่ายบัญชีต้องเจอคือ ค่าแรงก้อนนี้นำมาลงเป็นรายจ่ายทางภาษีของบริษัทได้หรือไม่ และถ้าลงแล้วสรรพากรจะบวกกลับหรือเปล่า
คำตอบสั้น ๆ คือ ลงได้ เพราะประมวลรัษฎากรไม่มีบทบัญญัติห้าม แต่จะรอดการบวกกลับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักฐานการจ่ายเงิน ไม่ใช่สถานะของแรงงาน บทความนี้จะอธิบายเหตุผลทีละข้อ พร้อมอ้างอิงข้อหารือของกรมสรรพากรและคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
กรณีตัวอย่าง
บริษัท ก. รับเหมาก่อสร้าง มีคนงานพม่าในไซต์งาน 30 คน ส่วนหนึ่งเข้าเมืองผิดกฎหมายและไม่มีใบอนุญาตทำงาน บริษัทจ่ายค่าแรงเป็นเงินสดรายวัน วันละ 400 บาทต่อคน รวมทั้งปีเป็นเงินหลายล้านบาท ฝ่ายบัญชีต้องตัดสินใจว่าจะลงค่าแรงก้อนนี้เป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่
กฎหมายสองฉบับ คนละเรื่องกัน
จุดที่ทำให้หลายคนสับสนคือการเอากฎหมายสองฉบับมาปนกัน
- ฉบับแรก: พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ห้ามนายจ้างรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเข้าทำงาน (มาตรา 9) ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาทต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน หากทำผิดซ้ำมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 50,000 ถึง 200,000 บาทต่อคน และห้ามจ้างคนต่างด้าวอีก 3 ปี (มาตรา 102) นี่คือความผิดทางกฎหมายแรงงาน
- ฉบับที่สอง: ประมวลรัษฎากร เป็นกฎหมายภาษี คำถามว่า "ลงรายจ่ายได้ไหม" ตอบด้วยฉบับนี้เท่านั้น และประเด็นสำคัญคือ ประมวลรัษฎากรไม่มีมาตราใดบัญญัติว่า รายจ่ายที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอื่นเป็นรายจ่ายต้องห้าม การผิด พ.ร.ก. คนต่างด้าว จึงไม่ได้ทำให้ค่าแรงกลายเป็นรายจ่ายต้องห้ามโดยอัตโนมัติ
หลักภาษี: เงินได้เกิดจริง เก็บภาษีจริง
กฎหมายภาษีไทยเก็บภาษีจากเงินได้ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าเงินนั้นจะได้มาโดยชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยประเด็นแรงงานข้ามชาติไว้โดยตรงในข้อหารือเลขที่ กค 0702/123 ลงวันที่ 8 มกราคม 2552
ข้อเท็จจริงในข้อหารือคือ นายจ้างมีลูกจ้างข้ามชาติที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ทั้งที่มีและไม่มีใบอนุญาตทำงาน กรมสรรพากรตอบว่า
"ชาวต่างประเทศ ไม่ว่าจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายหรือไม่ หากมีเงินได้จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย มีหน้าที่ต้องนำเงินได้มารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง และบริษัทผู้จ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(1) หรือ (2) มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1)"
ความหมายในทางปฏิบัติคือ กรมสรรพากรถือว่าเงินที่จ่ายให้แรงงานกลุ่มนี้เป็น "ค่าจ้าง" ตามมาตรา 40(1) อย่างแท้จริง ไม่ใช่เงินที่ไม่มีตัวตน เมื่อฝั่งผู้รับถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ฝั่งผู้จ่ายย่อมเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงของกิจการ
มาตรา 65 ตรี: รายจ่ายต้องห้าม 20 วงเล็บ
รายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิอยู่ที่มาตรา 65 ตรี ซึ่งมีทั้งหมด 20 วงเล็บ ไม่มีวงเล็บใดกล่าวถึงใบอนุญาตทำงานหรือสถานะการเข้าเมือง วงเล็บที่เกี่ยวข้องกับค่าแรงมี 3 วงเล็บ
มาตรา 65 ตรี (9) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง จ่ายจริง → ผ่าน
มาตรา 65 ตรี (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ เพื่อกิจการ → ผ่าน
มาตรา 65 ตรี (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ จุดชี้ขาด
สองวงเล็บแรกผ่านได้ไม่ยาก เพราะค่าแรงในไซต์ก่อสร้างจ่ายจริงและเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการโดยตรง จุดที่รายจ่ายจะรอดหรือถูกบวกกลับอยู่ที่วงเล็บ (18) ซึ่งเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะแรงงานกลุ่มนี้มักไม่มีเอกสารประจำตัว ทำให้ผู้ประกอบการพิสูจน์ตัวผู้รับเงินไม่ได้
ฎีกา 3773/2531: ไม่มีลายเซ็น = ไม่ได้จ่ายจริง
คำพิพากษาฎีกาที่ 3773/2531 แสดงให้เห็นว่าศาลมองเรื่องหลักฐานค่าแรงอย่างไร คดีนี้ห้างหุ้นส่วนลงรายจ่ายค่าแรงลูกจ้าง แต่หลักฐานการจ่ายไม่ปรากฏลายเซ็นผู้รับเงินและไม่ปรากฏลายเซ็นผู้จ่ายเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ารายจ่ายค่าแรงดังกล่าวถือเป็นรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงตามมาตรา 65 ตรี (9) และห้างฯ ยังไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) อีกด้วย
ข้อสังเกตคือ ศาลไม่ได้ตั้งคำถามว่าลูกจ้างเป็นใครหรือมีสถานะอย่างไร แต่ตั้งคำถามว่าผู้ประกอบการมีหลักฐานว่าจ่ายให้ใครหรือไม่ นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด
ชุดหลักฐานที่ควรมีเพื่อรอดการบวกกลับ
เมื่อจุดชี้ขาดอยู่ที่การพิสูจน์ผู้รับ หลักฐานขั้นต่ำที่ผู้ประกอบการควรจัดทำมีดังนี้
- ทะเบียนค่าแรงรายวันหรือใบสำคัญรับเงิน ระบุชื่อ-นามสกุล สัญชาติ เลขเอกสารประจำตัว (หนังสือเดินทาง บัตรชมพู หรือเอกสาร CI) จำนวนเงิน วันที่จ่าย พร้อมลายเซ็นผู้รับและผู้จ่ายเงินทุกรายการ
- จ่ายผ่านช่องทางที่ตามตัวผู้รับได้ โอนผ่านธนาคารหรือ e-wallet ที่มีชื่อบัญชีผู้รับ ดีกว่าเงินสดมาก เพราะมีร่องรอยทางธุรกรรมที่บุคคลที่สามยืนยันได้
- หักภาษี ณ ที่จ่ายและยื่นแบบ ยื่น ภ.ง.ด.1 รายเดือนและ ภ.ง.ด.1ก สิ้นปี แรงงานที่มีเอกสารประจำตัวสามารถขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักได้ การยื่นแบบเป็นหลักฐานสำคัญว่าผู้รับมีตัวตนจริง
- ยอดค่าแรงสมเหตุสมผลกับงาน เทียบกับสัญญาจ้าง บัญชีปริมาณงาน (BOQ) และจำนวนคนต่อวัน ถ้าค่าแรงสูงเกินปริมาณงานอย่างมาก เจ้าพนักงานอาจโต้แย้งได้ว่าบางส่วนไม่ใช่รายจ่ายเพื่อกิจการ
ข้อควรระวังสองเรื่อง
- ค่าปรับกรณีถูกจับ ลงรายจ่ายไม่ได้ หากบริษัทถูกดำเนินคดีและถูกปรับตาม พ.ร.ก. คนต่างด้าว ค่าปรับนั้นเป็นโทษทางอาญา ซึ่งมาตรา 65 ตรี (6) ระบุไว้ชัดว่า "เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร และค่าปรับทางอาญา" เป็นรายจ่ายต้องห้าม แม้จะจ่ายจริงและเกิดจากการประกอบกิจการก็ตาม สรุปคือค่าแรงลงได้ แต่ค่าปรับจากการจ้างผิดกฎหมายลงไม่ได้
- การยื่นแบบเท่ากับเปิดเผยข้อมูล การยื่น ภ.ง.ด.1 ที่มีรายชื่อแรงงานไม่มีใบอนุญาต เท่ากับเปิดเผยข้อมูลให้หน่วยงานรัฐเห็น ผู้ประกอบการหลายรายจึงเลือกไม่ทำหลักฐานให้ครบ ซึ่งก็วนกลับไปถูกบวกกลับตามมาตรา 65 ตรี (18) อยู่ดี ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดจึงไม่ใช่การซ่อนข้อมูล แต่คือการทำให้แรงงานถูกกฎหมายตั้งแต่ต้น ซึ่งจะทำให้ทั้งประเด็นแรงงานและประเด็นภาษีหมดไปพร้อมกัน
สรุป
ค่าแรงแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ลงรายจ่ายทางภาษีได้ เพราะประมวลรัษฎากรไม่ได้ห้าม และกรมสรรพากรเองก็ถือว่าเป็นค่าจ้างที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่จะรอดการบวกกลับหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิสูจน์สามอย่าง คือจ่ายจริง จ่ายให้ใคร และจ่ายเพื่อกิจการ " สถานะของแรงงานไม่ใช่ตัวตัดสิน หลักฐานต่างหากที่ตัดสิน "
คำถามที่พบบ่อย
- ถ้าแรงงานไม่มีเอกสารอะไรเลย จะทำอย่างไร กรณีนี้เสี่ยงสูงที่สุด เพราะพิสูจน์ผู้รับไม่ได้ตามมาตรา 65 ตรี (18) หลักฐานที่พอช่วยได้บ้างคือรูปถ่ายขณะจ่ายเงิน ลายพิมพ์นิ้วมือ และพยานบุคคล แต่น้ำหนักน้อยกว่าเอกสารประจำตัวมาก ทางที่ดีคือพาแรงงานเข้าระบบให้ถูกต้อง
- ค่าแรงรายวันต่ำกว่าเกณฑ์ภาษี ต้องหัก ณ ที่จ่ายไหม มีหน้าที่คำนวณหักตามมาตรา 50(1) อยู่ดี แม้ผลการคำนวณจะเป็นศูนย์ การยื่น ภ.ง.ด.1ก สิ้นปีที่มีชื่อแรงงานครบ คือหลักฐานสำคัญว่าผู้รับมีตัวตน
- เหมาช่วงให้ผู้รับเหมาช่วงจัดหาคนงานเอง ต่างกันไหม ต่างกัน กรณีนั้นบริษัทจ่ายค่าจ้างทำของให้ผู้รับเหมาช่วง หัก ณ ที่จ่าย 3% และผู้รับเหมาช่วงเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องแรงงานเอง หลักฐานของบริษัทคือสัญญาและใบแจ้งหนี้ของผู้รับเหมาช่วง แต่ควรระวังเรื่องความรับผิดร่วมตามกฎหมายแรงงาน
อ้างอิง
• ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(1), 41 วรรคหนึ่ง, 50(1) และ 65 ตรี (6) (9) (13) (18)
• ข้อหารือกรมสรรพากร เลขที่ กค 0702/123 ลงวันที่ 8 มกราคม 2552 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการจ้างแรงงานข้ามชาติ
• คำพิพากษาฎีกาที่ 3773/2531 ห้างหุ้นส่วนจำกัดปูนวัฒนาภัณฑ์ กับ กรมสรรพากร
• พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 (แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2561) มาตรา 9 และ 102